More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  *~Gift by any other name...PhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

April 17

My heart is blooming !!

  

Happiness is emotion in which one experiences feelings ranging 

from contentment and satisfaction to bliss and intense joy.

(Ref. wikipedia)

Enjoy my song !! ^^v

 

March 17

POSUKADO

BangkokChaingMaiTaipeiParisPohkaraSingaporeBeijingJatujak
LondonSydneyPhuketStrasbourIstanbulDanangKualaLumper
ChaingraiiPPIslandVeniceOsakaDisneylandHongKongHuaHin
SuratthaniHanoiMadacascaMayotteSainoiTokyoNewYorkAree
AlaskaHongKongKathmanduLuangPrabangPaiFirenzeYunan
ETC......coming to Sainoi
 
วันก่อนนั่งจัดของเปิดเก๊ะเจอโปสการ์ดหลายใบซ่อนอยู่ บางอันนานอยู่ หลายปี
ทีเดียว นั่งอ่านอีกรอบก็ยิ่มได้ ขอบคุณโปสการ์ดทุกทุกฉบับที่พ่อแม่พี่น้องเพื่อน
รักเพื่อนไกลทั้งหลายส่งมาให้รวมถึงการส่งถึงตัวเองอิอิ เพราะกลัวไม่มีใครส่งให้
บางคนรักการส่งโปสการ์ด ชอบที่จะส่งให้ทุกทุกครั้งที่ตัวเองเดินทาง บางคนส่ง
บางครั้งที่ตัวเองเดินทาง บางคนส่งทุกเทศกาล บางคนส่งบางครั้งตามแต่เทศกาล
บางคนไม่เคยส่งแต่ถูกบังคับให้ส่ง ต่างๆกันไป แต่ไม่ว่าจะยังไหงโปสการ์ดที่กิ๊บมี
อยู่ทั้งหมดก็มาจากพวกท่าน ซึ้งใจจริงๆ T_T
ต่างคนต่างมีเหตุผลออกไปสำหรับเก็บ และสะลมโปสการ์ด ส่วนตัวเป็นคนรักการ
เดินทาง ย้ำเรารักการเดินทาง มากกว่าการท่องเที่ยว ในโลกนี้มีอีกนับไม่ถ้วนที่อยาก
จะไปอยู่ยืนดมอากาศแถวนั้น หรือแวะกินขนมของโปรด พร้อมทั้งมองดูผู้คนเดินไป
เดินมา แต่ความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้ กิ๊บบี้ไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น โปสการ์ดจึงเป็น
สิ่งหนึ่งที่เหมือนตัวแทนของการเดินทาง ใช่! มันเดินทางจากที่ที่เราฝันถึงว่าวันหนึ่ง
เราคงมีโอกาสได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น การเก็บมันไว้ก็เหมือนเติมฝันที่อาจจะไม่เป็นจริง
ของเราให้ดูมีสีสันได้ฝันหวานอยู่บ้าง ไม่สิมากทีเดียว รอยประทับจากเมืองต่างต่าง
คำบรรยายหลังภาพทิวทัศน์นั้น มันทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
เคยเป็นกันไม๊ ตอนเด็กๆที่คุนพ่อแม่ มีของขวัญมาวางอยู่บนโต๊ะ โดยไม่คิดว่าก่อนว่า
จะได้ ฉันใดฉันนั้นเญ้นวันไหนที่กลับบ้านไว้ แล้วมีโปสการ์ดวางอยู่บนโต๊ะ โอ้ว...ดีจัง
ใครส่งมาน้า ส่งจากที่ไหนน้า ^^
เคยอ่านบลอกของคณเชอราเดียจำได้ถึงประโยคที่คุณรี่เคยเขียน(ขออนุญาตนะค่ะ)
"ความสุขที่แท้จริงการท่องเที่ยว ไม่ใช่การพาตัวเองเพียงแค่ให้ได้ขึ้นชื่อว่า ไปอยู่
ตามสถานที่สำคัญต่างๆ เร่งรีบที่จะไปไหนต่อไป ให้ได้มากที่สุด .... ทุกที่ที่เราไปมัน
ไม่ใช่แค่มีตึกให้เราถ่ายรูปแล้วก็เดินจากออกไป แต่มันมีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ ซึ่งไม่ใช่
สิ่งที่จะปรากฎให้เห็นในทันทีให้เราเห็น เหมือนอาคารที่อยู่ตรงหน้า แต่มันต้องการเวลา
ให้เราปรับสภาพอารมณ์ความรู้สึกของเรา จนกระทั่งรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น
เราถึงจะได้มีโอกาสสัมผัสมัน" ยาวเชียว แต่ชอบ.... ^^ จังเลยค่ะ
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับทุกทุกการเดินทาง อิอิ แล้วถ้าไม่ลืมก็
 
92/358 หมู่บ้านศุภากร ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ไทรน้อย นนทบุรี 11150 นะจ๊ะ
 
บายบาย ^^
 
ปล. ตอนนี้อยากเป็นโลมา
  
September 07

เมื่อคืนฉันร้องไห้

กลับมาจากสิง ก็คิดถึงเพลงเพลงนึงของพี่หลิวตลอดเล่ะ น้องสาวใจดีเลยจัดแจงส่งลิงโหลดมาให้ ตอนนี้ได้มาแหล่ะ มันคือ Bing Yu นั่นเอง ฟังไม่ออกหรอกแต่ชอบ...
เหมือนมันวนอยู่ในหัวตลอดตั้งแต่กลับ หาไปหามาเลยเกิดอารมณ์อยากดูหนังพี่หลิวขึ้นมาอย่างแรง ชวนคุนแอนนี่ไปเช่ากันที่ท่าพระจันทร์ ไม่รู้หรอกจะเช่าเรื่องไร โวยวายใส่คนที่ร้าน(ทั้งๆที่ Pride & Prejudice ยังไม่ได้คืน 55) เค้าก็หยิบเรื่องนึงมาให้
"จอมโจรหัวใจไม่ลวงรัก" (A world without theves) โอ้ว...ชื่อสุดยอด ยิ่งกว่าซอลิ้วเฮียงอีก แต่ก็เอามา เชื่อใจคนที่ร้าน กลับมาบ้านดูพี่เคนจบ ก็จัดแจง ที่นอนเตรียมเคลิ้มอินกะพี่หลิว
 
เปิดมาฉากแรก อื่ม... จะสนุกไหมเนี่ย พี่หลิวทรงผมเป็นหมีเล่ะ
ทั้งพระเอก นางเอกเป็นขโมย เรียกว่าขั้นเซียนทำการโจรกรรมทุกประเภท
ซึ่งรอบนี้ขโมยรถจะไปขายที่ทิเบต ระหว่างทางเกิดทะเลาะกัน
เพราะนางเอกไม่อยากเป็นโจรอีก เลยตกลงแบ่งเงินแล้วก็แยกกันไป
นางเอกเดินไปตามทางทะเลทราย นานๆทีจะมีคนขี่จักรยานผ่านมา แต่ก็ไม่มีใครรับ
จนมาเจอ "โง่เกิน" ชื่อเท่ห์มั่กมาก ที่หยุดรับ ให้น้ำดื่ม และพานางเอกมาในเมือง
โง่เกินเป็นคนจีนที่มาอยู่ทิเบตนานถึง 5 ปี ทำงานซ่อมวัด ตลอด 5 ปีไม่เคยกลับบ้าน
เพราะต้องการเก็บเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาเงินกลับไปปลูกบ้าน แต่งงาน และสร้างครอบครัว
นั่นเป็นความหวังของเด็กผู้ชายใสซื่อ และมองโลกในแง่ดี(มาก)คนนึง
ถึงเวลาต้องกลับบ้าน โง่เกิน พกเงิน หกหมื่นหยวน เงินทั้งหมดตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 5 ปี ติดตัวไประหว่างนั่งรถไฟกลับบ้าน เพราะไม่ต้องการส่งเงินกลับโดยเสียเงินค่าธรรมเนียมราคาแพงที่แลกได้กับลาหนึ่งตัว
เพราะความที่เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้ามาขโมยเงินที่เค้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เลยตะโกนร้องไปทั่ว ว่าเค้ามีเงินอยู่หกหมื่นหยวนในตัว
นางเอกด้วยประสบการณ์ช่ำชอง และปลื้มในน้ำใจของโง่เกิน ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเสนอตัวขอนั่งรถไฟไปพร้อมกันเพื่อปกป้องโง่เกิน และเงินทั้งชีวิตของเขา
ส่วนพระเอกทิ้งนางเอกไม่ลงเลยตามมาช่วยปกป้อง ทั้งที่ตัวเองก็อยากได้เงินนั้นเช่นกัน บนรถไฟฟ้ามีมาเฟียขั้นเซียนอีกกลุ่มนึงที่จ้องจะขโมยเงินนี้เช่นกัน ทั้งพระเอก นางเอกจึงต้องต่อสู้ (แบบมีชั้นเชิง ไม่ได้เอาปืนยิงกันนะ) ชิงไหวชิงพริบกัน (มันส์มาก) เพื่อปกป้องเงินนั้น
แต่สุดท้ายคนร้ายก็ใช้ความใสซื่อ และมีน้ำใจของโง่เกิน เป็นตัวล่อให้เกิดช่องโหว่ง
จนสามารถขโมยเงินมาได้ แต่เงินนั้นถูกสับเปลี่ยนโดยตำรวจ ทั้งสองฝ่ายไม่รู้เลยว่ามีตำรวจเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ได้เวลาตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวพวกเค้าทั้งหมด ก่อนลงเพื่อเข้าคุกพระเอก นางเอกขอเข้าไปดูโง่เกินที่ยังสลบจากการบริจาคเลือดอยู่ และไม่เคยรับรู้เรื่องราวเลวร้ายระหว่างทางที่เกิดขึ้นทั้งหมด
พวกเขาขอให้ตำรวจอย่าบอกความจริงกับโง่เกินว่าคนรอบตัวเค้ามีแต่โจรผู้ร้าย แม้แต่พวกเขาที่ช่วยเหลือโง่เกิน พวกเขาอยากให้โง่เกินตื่นขึ้นมากับโลกที่สดใส และเงินอันเป็นความหวังของเค้าเช่นเดิม แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นี้หรอก มันเศร้ามาก... ร้องไห้ขี้มูกโป่งเล่ะ แต่เล่าแค่นี้แหล่ะ อิอิ
 
...การเป็นคนมองโลกในแง่ดีเนี่ย จริงๆแล้วมันดี หรือไม่ดีกันแน่เนอะ...
 
หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีความคาดหวังมาก่อนว่าจะดู หรือดูแล้วจะดีรึป่าว แต่พอดูจบก็บอกได้เลยว่าเป็นหนังที่จะอยู่ใน Range of mind อีกหนึ่งเรื่อง ชอบ... อยากลองนั่งรถไฟไปทิเบตบ้าง คงทรหดดี
 
เวลาดูหนัง หนังไทย หนังจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือฝรั่ง กิ๊บว่ามันให้ความรู้สึกต่างกันเยอะเหมือนกัน บอกไม่ถูก
แต่มันจะสิ่งที่สื่อความหมายของตัวหนังที่แตกต่างกันไป เป็นคนชอบดูหนังจีนแต่เด็กๆ รู้สึกผูกพันกับหนังจีน
แต่ช่วงนี้หนีไปดูหนังญี่ปุ่น กะฝรั่งซะเยอะจนลืมหนังจีน สงสัยต้องไปคุ้ยๆหนังจีนกลับมาดูสักหน่อยแหล่ะ
 
เพลง ตอนแรกจะเอา Bing yu มาลง แต่...เอาคุนเจี๋ยดีกว่า คุนเจี๋ยเท่ห์ เก่ง ร้องเพลงเพราะ (ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง)
อิอิ แล้วก็ชอบเพลงนี้เป็นการส่วนตัว แอบคลาสสิกดี ชอบ...
    
 
August 23

Light says

 

Cerith Wyn Evans: And if I don’t meet you no more in this world / Then I’ll, I’ll meet you in the next one / And don’t be late, don’t be late, 2006, © the artist; Photo: Stephen White; Courtesy Jay Jopling/ White Cube (London) 

 
July 26

เด็กดอย คอยรัก

สวัสดีค่ะ ชื่อครูกิ๊บค่ะ ครูบ้านนอกรุ่น 89 ค่ะ รู้สึกเขิลล... เล็กน้อยที่เรียกตัวเองว่า ครูเพราะดูมันยิ่งใหญ่เกินตัว สิ่งที่ข้าพเจ้าทำลงไปอาจดูไม่ได้ดีเด่ขนาดนั้น ขออนุญาตเกริ่นเล็กน้อยว่า โครงการครูอาสาลักษณะนี้เป็นเพียงแค่ความคิดอยู่ในหัวสมองมานานนม แต่ไม่เคยมีการลงมือทำจริงจัง คิดว่าอีกหลายคนก็คงเคยเป็นเช่นกัน แต่ด้วยความประจวบเหมาะของเวลา สถานที่ และอื่นอีกหลายประการ ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ด้วยความหน้าบาน และหัวใจบาน (ถึงแม้ว่าจะโดนหักเงินจากการลางาน) เอาเป็นว่าเต็มที่ค่ะ แล้วเจอกันบ้านผามูบ
 
พอถึงเชียงราย ถึงมูลนิธิฯ ฟังการแนะนำองค์กร ทำความรู้จักกัน แบ่งกลุ่ม แบ่งงานกันโดยคร่าวๆ ทางคุณครูแจ้งว่า เราจะเดินทางด้วยเท้าไปยังหมู่บ้านสุขสันต์ ข้าพเจ้าหัวเราะในใจ สบายมาก การเดินทางขึ้นเขาเป็นเรื่องที่ชอบอยู่แล้ว เดินไปดูวิวไปช่างดีจริงๆ

 

เมื่อการเดินทางด้วยเท้าเริ่มขึ้น จากอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายในเดือนกุมภาพันธ์ กลับกลายเป็นอากาศเดือนเมษายนภายในครึ่งชั่วโมง เราเดินเท้าไปตามทางถนนแดง นึกออกใช่มั๊ยค่ะ ว่ามันเป็นสภาพอย่างไร ถนนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ฝุ่นตลบ และทำให้รองเท้าผ้าใบสีขาวแปลงร่างเป็นสีแดงโดยไม่ต้องย้อม อย่างนั้นแหล่ะค่ะ เรียกว่าถนนแดงข้าพเจ้าหนูน้อยรองเท้าแดงเดินไปคุยไปกับอาสาสมัครคนญี่ปุ่นด้วยความอยากฝึกภาษา ไอ่เราก็ทำหน้าร่าเริงสุดฤทธิ์ แต่ที่ไหนได้ ไม่ไหวแล้วค่ะ ร้อน ดำ เหนื่อย แดง หิว และเริ่มมีคำถามขึ้นมาในหัวสมอง ข้าพเจ้า(กรู)มาทำอะไรที่นี่ คุ้มมั๊ย กับการตัดสินใจครั้งนี้

 

เมื่อมาถึงหมู่บ้านด้วยเหงื่อท่วมตัว เด็กดอยตัวน้อยน้อย ก็มาคอยเลือกเราเข้าบ้านของเขา (กลัวมาก นึกว่าจะไม่มีเด็กเลือกซะแล้ว) ปล.แอบเห็นเด็กทำหน้าเอ๋อ มึน ตอนได้ครูกิ๊บมาอยู่บ้าน 555+ พลาดไปแล้วไอ่น้องเอ้ย เด็กเด็กพาเราไปที่บ้าน เพื่อเก็บของและพักผ่อนก่อนจะนัดรวมตัว บ้านที่ไปอยู่มีแต่ห้องครัว เพราะตัวบ้านจริงๆยังปลูกไม่เสร็จ แต่ก็ไม่ได้ลำบากจนเกินไปเพราะเค้าเตรียมที่นอน และผ้าห่มอย่างดีที่สุดที่เขาพอจะมีให้กับเรา (ขอบคุณมากค่ะ ซึ้งจาย...) เราได้พูดคุยกับครอบครัวชาวดอยด้วยภาษาดอยของเขา (เอาหล่ะโว้ยจะพูดเป็นแล้วโว้ย โฮะๆ) เรียนรู้ความเป็นอยู่ เรียนรู้วิถีชีวิตซึ่งกันและกัน ดีจังเนอะ ^^

 

เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้ที่รอคอย เราจะได้เป็นครูจริงจริงแล้ว ไม่ตื่นเต้นเลย แต่อยากจะรู้ว่าวันนี้เราจะเจออะไรบ้าง เด็กๆแต่งตัว เตรียมข้าวไปทานที่โรงเรียน เตรียมไปเฉพาะข้าวเพราะที่โรงเรียนจะมีกับข้าวให้ทานฟรี จากเงินของรัฐ ซึ่งถือว่าไม่มากเลยเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านอื่นๆ เอาเถอะเขียนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นประเด็น เราออกเดินทางตอนช่วงก่อนแปดโมง สายเล็กน้อย แต่เด็กๆบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ เดินไม่นาน ก็โอเค ออกเดินทาง เราเดินทางด้วยเท้าเช่นเคยไปที่โรงเรียน อากาศดีจริงๆ เย็นเย็น เดินสบาย สองทางข้างเป็นภูเขา และแม่น้ำ โอ้วนี่หรือชีวิตบนดอย เด็กๆเดินจูงมือคุณครูไปโรงเรียน ดูเด็กดอยน้อยน้อยมีความสุขดีจริง เห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า จริงๆแล้วได้เห็นภาพแค่นี้มันก็คุ้มเกินคุ้ม แต่ยังค่ะ มันไม่ได้คุ้มแค่นี้หรอก

 

เราเดินทางมาถึงโรงเรียนก่อนเวลาเข้าเรียนเล็กน้อย เลยมีเวลาเดินเล่นรอบรอบโรงเรียน คุณครูใหญ่บอกว่าช่วงนี้จะเข้าโรงเรียนช้ากว่าปกติ เพราะว่าต้องให้เวลาเด็กเด็กที่หมู่บ้านอยู่ไกลออกไปเดินมาให้ทัน ไอ่เราก็เลยเดินเล่น เก็บขยะ กินขนม ไม่ได้เก็บขยะมาเป็นขนมนะเฟ่ย) เด็กเด็กเก็บดอกไม้มาให้ครูกิ๊บด่วย เขิลจัง ขอบคุณมากค่ะ ดอกไม้ข้างทางที่อาจดูแล้วไม่สวยเท่าดอกไม้ช่อละพันสองพันที่กรุงเทพฯ แต่รู้สึกปลื้มมาก... จริงๆแล้วมันดูมีค่ากว่านั้นมาก เพราะมันมาจากความจริงใจ ความใสของเด็กดอยน้อยน้อยเหล่านี้ที่อยากจะให้ ยิ้ม(หน้าบาน)แล้วก็ถึงเวลาเคารพธงชาติ ข้าพเจ้าชอบจริงๆ เวลาเห็นเด็กๆเข้าแถว มันน่ารักแต่อธิบายไม่ถูกว่าน่ารักยังไง โรงเรียนไม่ได้ใหญ่ มีนักเรียนไม่มาก แถวนึงชั้นนึง บางคนที่มีชุดนักเรียนจะแต่งชุดนักเรียน บางคนไม่มีชุดนักเรียนก็ใส่ชุดอยู่บ้านปกติ ปนเปกันไป นี่แหล่ะน้อความเป็นจริง

 

มาเริ่มสอนกันดีกว่า ข้าพเจ้าสอนชั้นประถม ๖ จริงๆอยากสอนเด็กประถม ๑ มากกว่า (เพราะถ้าสอนไม่รู้เรื่อง เด็กเด็กก็คงไม่รู้หรอก 555+) แต่ไม่หรอก สอนชั้นไหนก็สนุกหมดค่ะ อยู่ที่ตัวเอง แต่ก่อนจะสอนมองสภาพห้องแล้ว แอบเศร้าเล็กน้อย ห้องนึงแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งประถม ๕ และฝั่งประถม ๖ ทุกชั้นเรียนจะเป็นอย่างนี้หมด แบ่งห้องกันเรียน แบ่งครูกันสอน  (ปกติโรงเรียนนี้จะมีครู 3 คน สอนมันหมดตั้งแต่ชั้น ป. ๑ ป. ๖ โอ้วว....) เราสอนเสร็จก็มานั่งที่ห้องสมุด ห้องสมุดของโรงเรียนมีหนังสือม่าก หรือเรียกได้ว่าน้อยมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือที่ได้จากการบริจาค มีคอมพิวเตอร์เก่าๆที่ได้บริจาคมาเช่นกัน 2 เครื่อง ร้องคาราโอเกะได้ด้วย แต่จริงๆเท่านั้นพวกเขาก็ดูมีความสุขแล้ว

 

การเดินทางครั้งนี้ สำหรับข้าพเจ้าสนุกมากค่ะ ได้เห็น ได้เรียนรู้ความเป็นจริงหลายอย่าง การเดินทางทำให้เราเรียนรู้โลกได้กว้างขึ้นจริงๆ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้คิดว่าถ้าคนเรารู้จักเห็นแก่ตัวเองให้น้อยลง และแบ่งปันให้คนอื่นมากขึ้น ประเทศเรา โลกเราคงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย การเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสังคมเราให้ดี และมีคุณภาพชีวิตที่สุขสบายขึ้น เงิน หนังสือ อุปกรณ์การเรียน สำหรับชุมชนที่ห่างไกลยังจำเป็นอีกมาก การสนับสนุนจากทางราชการอาจจะไม่เพียงพอ แต่บางเรื่องอย่างเช่นความเป็นอยู่ คิดว่าพวกเขาคงจะพอเพียง และชินกับการใช้ชีวิตอย่างที่พวกเขาเคยเป็นอยู่ ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยี หรือสิ่งล้ำสมัยมากมายในชีวิต เพียงแต่ความจริงใจ และน้ำใจที่พวกเราแบ่งปันให้พวกเขาเด็กดอยน้อยน้อยเหล่านั้น ก็น่าจะเป็นการช่วยเหลือที่มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่า พวกเขาได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้กินขนม ได้เจอเพื่อนใหม่ คุณครูใหม่ เด็กเหล่านั้นก็ดูความสุขเพียงพอแล้ว เห็นอย่างนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยิ้ม และรู้สึกดีไปด้วย เพราะฉะนั้นการตัดสินใจครั้งนี้บอกได้คำเดียวว่า คุ้มค่าสุดสุดเลยค่ะ ^^v

 

***************************  

 

เรื่องนี้ถูกขอร้องแกมบังคับให้เขียน แต่ก็ยินดีฮ่ะ เพราะมันจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่จะออกขายเพื่อนำเงินกลับไปบ้านผามูบ ^^ คนเรามันก็เท่านี้แหล่ะน้อ พักนี้ดูข่าวแล้วเซ็งจิต หงุหงิในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวโลกร้อน หลายประเทศอากาศแปรปรวน ท่อน้ำระเบิดที่แมนฮัตตัน แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น สมุทรปราการแผ่นดินหาย การเมืองไทยและปาร์ตี้สนามหลวง แถมด้วยข่าวภาคใต้ที่กลายเป็ฯข่าวประจำวันไปแล้ว สลดหว่ะ

 

เชื่อว่าสัญชาตญาณการรักตัวเอง การเห็นแก่ตัวเองเป็นกฎธรรมชาติที่ติดตัวมากับมนุษย์ทุกตนรวมตัวข้าพเจ้าเอง หากแต่เพียงมนุษย์สักเสี้ยวหนึ่งของโลกเบี้ยวๆใบนี้จะเห็นแก่ตัวเองน้อยลงบ้างสักนิด แบ่งปันให้ผู้อื่นมากขึ้นอีกสักหน่อย มันก็คงจะดี ดีมากมาก ถ้าขอพร แล้วเป็นจริงได้ กิ๊บบี้จะขอให้โลกสงบสุข (อิ้ววว นาวเองสุดๆเลยตรู แต่รู้สึกงั้นจริงๆนะ ตรูไปขอจตุคามรามเทพดีกว่า 55+ ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่นะกิ๊บบี้ เริ่มกลัว)

 

Ps. Let's enjoyed my hip song. BTW, where is my lipton?

 

June 26

10 Things I (should) love rain

ป๊า ปา ดำ ปำ ปำ ปาม ป่าม ป๊าม... ป่า ดำ ป๊าม... ป่า ด๊ำ ป้ำ ปั่ม ปำ ป่าม... จำได้ป่าวเพลงไร อยากกินไก่ย่างห้าดาวหว่ะ หิวหล่ะ
 
เข้าเรื่อง ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย ถ้าเทียบ 3 ฤดู ในเมืองไทย ฤดูฝนคงเป็นอะไรที่ชอบน้อยสุดเลย แต่จริงๆตอนเด็กก็ไม่เนอะ เป็นเม่ะ ชอบ...กันจ๊างง เล่นน้ำฝนตกเนี่ย ฝนตกทีนึง ดีใจกว่าได้กินสายไหม 3 ก้อนซะอีก ยิ่งแถวบ้าน(ในเมือง)นะ ฝนตกที มะม่วงก็จะตกจากต้นเก็บยังไม่หวาดไม่ไหว ยิ่งกว่า พายุลูกเห็ด กินอิ่มได้เป็นอาทิตย์ โดยไม่ต้องขโมย(เพราะของข้างบ้าน555+) แถมหลังฝนตก ดอกแก้วก็บานส่งกลิ่นซ้า... ละมุลยิ่งกว่าแป้งเด็ก (อิป้าแอบเว่อร์ อิอิ) นั่นคือเมื่อ ตอน 38 ปีก่อน
 
แต่มาตอนนี้สิ ไม่ถูกกะฝนเอาซะเล้ย... ไม่รู้เป็นไร แต่วันนึงขณะที่ยืนติดฝนอยู่ใต้ชายคาเซเว่น (เพราะไม่เคยพกร่ม) ดวงตาของกิ๊บบี้ก็เกิดเห็นธรรม ปิ๊ง ปิ๊ง ว่าจริงๆแล้วเราจะไปไม่ชอบคุนฝนเค้าทำไม เค้ามีข้อดีต้องหลายประการ อย่างเช่น
 
1. ฝน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ทำให้กิ๊บบี้มีข้าวกินจนอ้วนพีสมบูรณ์อย่างเช่นทุกวันนี้ ขอบคุณคะ
 
2. ฝน ฝนทำให้คุนลุงแท็กซี่มีรายได้ กลับไปซื้อนมให้ลูกที่บ้านได้อีกกระป๋อง เพราะคุนลุงจะขายดีเป็นพิเศษในวันฝนตก โบกๆๆ เต็ม โบกๆๆ เต็ม โบกๆๆ จนไบเส็บไตรเส็บห้อยแล้วก็ยังไม่ได้ขึ้นสักที
 
3. ฝน ฝนทำให้ 7-Eleven คนแน่นร้าน พนักงานขายของกันมือระวิง รายได้ไหลมาเทมา ข้ออ้างในการหลบฝน แลกกับเสลอปี้หนึ่งแก้ว อิอิ อร่อย แจ่ม
 
4. ฝน ฝนทำให้เกิดคู่รักคู่ใหม่หน้า 7-Eleven ฝนตกหนักขึ้น ใกล้กันมากขึ้น อิ้ววว (เมิงเหยียบตีนกรู...55ไม่ช่าย...) นี่เป็นหนึ่งในตำนานจากเพลงพบรักหน้าเซเว่น กิ๊บบี้สนับสนุนให้คนรักคะ ดีดี
 
5. ฝน ฝนทำให้กิ๊บบี้ไม่ต้องล้างลานระเบียงหน้าบ้าน เพราะน้ำฝนจะชะล้างสิ่งสกปรกให้เองโดยไม่เปลืองน้ำ และยังประหยัดน้ำในการรดน้ำต้นไม้อีกด้วย
 
6. ฝน ฝนทำให้กิ๊บบี้เล่นล่องแก่งในเวอร์ชั่น extreme ได้อย่างสนุกสนาน คุ้มค่า ไม่บ้านบ้านเหมือนตอนน้ำลด (เฮ้อ... อีกสามวันน้ำจะพัดไปถึงปลายทางไม๊)
 
7. ฝน ฝนทำให้กิ๊บบี้ไม่ต้องล้างขี้หมาที่เหยียบติดรองเท้ามาตอนเช้า เพราะมันหลุดออกโดยง่ายเมื่อเจอน้ำแฉะ 555+ สงสารคนเดินข้างหลังหว่ะ
 
8. ฝน ขณะเดินท่ามกลางฝน และน้ำแฉะ ทำให้กิ๊บบี้มีเฮนน่าลายแปลกใหม่ เก๋ไก๋สไลด์เดอร์ตามแนวขา และน่องโตๆ 
 
9. ฝน ฝนทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น หลับสบายมากเพราะเสียงฝน ไม่ต้องเปิดแอร์ แถมยังฟังเพลงคลาสสิคได้เพราะขึ้นอีกต่างหาก เคลิ้ม...
 
10. ฝน ฝนทำให้เรารู้ว่าอย่างน้อยเวลาเราร้องไห้ เรายังมีฝนเป็นเพื่อนร้องไห้ไปกะเราด้วย อิอิ
 
อันนี้เท่าที่นึกออก แต่จริงๆข้อดีของฝนตกมันคงมีอีกล้านแปด ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ^^
 
10.(ทวิ)-ลืมได้ไหงเนี่ย ฝน ถ้าไม่มีฝน ก็ไม่มีรุ้ง ฝนทำให้กิ๊บบี้รู้จักกับรุ้ง รุ้งตัวอ้วนที่แต้มสีบนฟ้าให้สวยขึ้นอีกเป็นกองเล่ะ คิดถึงรุ้งนะ และก็ ขอบคุณฝนด้วย
 
มีคนเคยบอกว่า
.
.
.
อากาศไม่ได้เป็นใจให้เหงา
 
. . . แต่ . . .
 
ความรู้สึกต่างหาก เป็นตัวแปรให้ทุกสิ่งเป็นไป
 
 
ปล. ขอให้ทุกคนมีความสุขกับวันฝนตกนะฮ่ะ ^^
 
    
May 09

Memorial Moments

เป็นความคิดอยู่นานนมว่าจะเขียนเรื่องนี้ แต่ยังไม่เขียนซ๊ากที บังเอิ๊ญ...เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่ เลยเขียน ไม่ช่าย....
จะเล่าเรื่องหล่ะนะ
 
เรื่องมีอยู่ว่า...
เหตุการณ์มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันเปิดภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษาที่ ๑ กับชีวิตครั้งแรกในมหาวิทยาลัย(ดีใจจริงๆได้ใส่รองเท้าขาวแล้ว วู้ยย...) และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายหลายอย่างที่อยากทำและ ไม่อยากทำปนกันอยู่
 
สิ่งหนึ่งที่ไม่อยาก นั่นก็คือ . . . การทำความรู้จักเพื่อนใหม่
 
จริงๆช่วงนั้นความรู้สึกแบบนี้ ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเหมือนตอนนี้ คือ รู้จักก็ได้ ไม่รู้จักก็ได้ ไม่เป็นไร ชีวิตยังปกติสุขดี
 
"การรู้จัก ไม่ควร เป็นการดิ้นรน" - จากแคนโต้เด็กเหลืองไปหาอ่านกันนะ
 
ไม่ชอบเวลาที่ต้องพูดชื่อตัวเองซ้ำซ้ำให้คนอื่นฟัง
- ชื่อกิ๊บค่ะ บอกไปสิบแปดรอบแล้ว จำไม่ได้ไม่เป็นไรค่ะ
 
ไม่ชอบต้องมานั่งจำชื่อคนอื่นมากมาย
- ปกติก็จำใครไม่ค่อยได้อยู่แล้ว บอกไปเด๋วก็ลืม
 
ไม่ชอบฝืนยิ้ม - แหะๆ กิ๊บค่ะ
 
ไม่ชอบแกล้งหัวเราะตามมารยาททั้งที่มุขโคตรเฟ่ย - ไปขำในทุ่งเถอะป่ะ
 
แต่วันนั้น...
ข้าพเจ้าเจอคนแปลกหน้าสองตัว(คน) จำไม่ได้ว่าวันนั้นทำไมถึงอยู่เย็นขนาดนั้น และนั่งคุยกะคนแปลกหน้าทั้งสองคนนี้ จริงๆข้าพเจ้าแทบไม่พูดเลย แต่ฟังคนแปลกหน้าทั้งสองคนนั้นคุยกัน วินาทีนั้นแปลกใจจัง...ทั้งๆที่รู้จักกันวันแรก ทำไมคนสองคนนี้ถึงได้คุย ยิ้ม และหัวเราะให้กับคนแปลกหน้าอย่างข้าพเจ้าได้อย่างจริงใจขนาดนั้น จริงๆนะ...รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะแบบไม่มีพิษมีภัย มีแต่ไมตรี และความรู้สึกดีดีอยู่ในนั้น (กรูเว่อไปม่ะ) แปลกใจตัวเองที่ยอมอยู่กะคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันวันแรกทั้งที่คนอื่นกลับกันหมดแล้ว ขนาดศร.๑ ร้างไปแล้วถ้าไม่มี ๗-๑๑ และนั่งฟังมันสองคนพูดแบบไม่หยุดหายใจ นี่หรือว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนป่าวเนี่ย ยังสงสัย... แถมตอนกลับบ้านพวกแกยังเสนอตัวเดินไปส่งชั้นขึ้นรถกลับบ้านก่อนอีกด่วย (สังเกตุสรรพนามเปลี่ยนได้ทันที)
 
วันนั้นรู้สึกดีจัง กับการใช้ชีวิตมหาลัยวันแรก และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของคำว่าเพื่อนระหว่างเรา
 
การใช้ชีวิตในมหาลัยเป็นไปอย่างสนุกสนาน เรียนบ้าง โดดบ้าง(บ่อย) ไม่เสียใจนะเพราะคิดว่าตัวเองใช้เวลาได้คุ้มค่า สนุก. . . แต่เสียดายอยากจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้ เด็กๆจำไว้นะค่ะ มีโอกาสอยู่ก็ตั้งใจเรียนซะนะ
 
MKTG ๒๔ มีทั้งหมด ๖๓ คน แปลกใจตัวเองที่สนิทกะเพื่อนทั้งหญิง และชายของที่นี่ได้อย่างรวดเร็วผิดปกติภายในเทอมแรก อาจเพราะเราผ่านกิจกรรมโน้นนี้กันมาค่อนข้างเยอะ ทุกคนน่ารักค่ะ น่ารักมาก... แบ่งกันเล่น ช่วยกันเรียน (ยกเว้นขนม ส่วนตัวโว้ย 55+ ล้อเล่น) เกริ่นมากจะเล่าต่อถึงเหตุการณ์ต่อมา
 
จำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงเปิดเทอมใหม่ปี ๓ กำลังเรียน Eng Structure อยู่ กะแจ๊คกี้ ^^ และไอ่นุ้ย :P คุณฉวีวรรณ ณ บางปลาสร้อย ก็มาผลุบๆโผล่หน้าตรงรูกระจกเล็กๆของประตูห้องเรียนเรา แสดงว่ามีเรื่องสำคัญ พอเรียนเสร็จออกมา 555+ ว่าแล้ววว จริงๆโด้ย... คุณปอ "แก ไปแก่งกระจานกัน วันนี้!" แว๊ก... ด้วยความกระสันว่าช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาไม่ได้ไปไหนเลย บวกความใจง่าย อยากเที่ยวของเรา โอเคตกลง เรารีบแยกย้ายกลับบ้านเพื่อไปเตรียมของ และนัดเจอกันอีกที ๓ โมงที่สายใต้ใหม่
 
สรุปมีผู้ร่วมทางชาย ๓ หญิง ๓ ไอ่เต้น คุนบอย คุนพัฒน์ น้องปอ น้องนุ้ย และน้องกิ๊บบี้ ทุกคนนอกจากจะแบกสัมภาระเสื้อผ้าของใช้ของตัวเอง ยังจะต้องแบกเต๊นท์ หม้อ ไห กะลังมัง ข้าวสาร น้ำ และของยังชีพอื่นๆ ด้วยความก๋ากั๋นว่าเราจะเลี้ยงชีพด้วยตัวเองในป่า (กรูหนัก...)
 
เราออกเดินทางด้วยรถบัส ป.๒ น่าจะ เพราะถูกหลอกเรียบร้อยโรงเรียนแมว มันไปไม่ถึงท่ายาง ไปแค่เพชรบุรี เราเลยต้องนั่งรถสองแถวต่อไปท่ายาง และนั่งจากท่ายางเข้าไปในอุทยานฯอีกที กว่าจะได้นั่งรถเข้าอุทยานฯก็เริ่มมืดแล้ว สองข้างทางมีแต่ความเงียบ และมืด ดีนะที่มีหิ้งห้อยหลอกเด็กอยู่เป็นระยะ ทำให้ลืมนึกถึงกุ๊กกู๋ไปแล้วชั่วขณะ และแล้วเราก็มาถึง...แต่ดึกเกินไปที่จะเข้าป่า เราเลยต้องพักที่บ้านกรมป่าไม้ข้างล่างก่อนหนึ่งคืน
 
เช้าวันรุ่งขึ้นรีบเตรียมตัวนั่งรถขึ้นไปยังบ้านพี่เจ้าหน้าที่กรมฯเพื่อขอให้เค้านำทางให้ พอถึงบ้านพี่เจ้าหน้าที่ เค้าก็ให้เตรียมเฉพาะของที่จำเป็นไป (จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่บร้าบอแบกไปหมด ไม่ไหว) แต่สุดท้ายก็แบกไปหมด ก็มันจำเป็นนี่หว่า ต่อจากนั้นก็เตรียมแต่งตัวให้เหมาะสมกับการเดินป่า ใส่ถุงเท้า (ช้านไม่ชอบ... แต่ถูกบังคับงานนี้) รองเท้า กางเกงขายาวยื่งหนายิ่งดี เอาหว่ะจะอะไรมากมาย
 
เริ่มออกเดินทางไปตามถนน ถนนยังไม่เรียบร้อย ดีบ้าง ขาดบ้าง เพราะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ฝนเพิ่งตกกระหน่ำทำให้ทางเสียหาย เดินไปสักพักไม่พาเข้าป่าสักที กิ๊บบี้เลยถามพี่เจ้าหน้าที่ ว่าเมื่อไหร่จะเริ่มเข้าป่าค่ะ พูดไม่ทันขาดคำ พี่เจ้าหน้าที่หันพลางเอามีดด้ามโตไปฟันต้นไม้ข้างทางให้เป็นรูๆ แค่รูค่ะ รูขนาดพอดีตัวให้เดินเข้าไปได้ เท่านั้นเลยจริงๆ ทุกคนงง จะเดินเข้ารูนี้เหอค่ะ และก็ได้คำตอบยืนยันอย่างหนักแน่นจากพี่เจ้าหน้าที่ ได้ค่ะ ทางนี้ก็ทางนี้
 
ระหว่างทางพี่เจ้าหน้าที่ก็อธิบายถึงต้นมง ต้นไม้ สิ่งมีชีวิตอื่นๆในป่า ไอ่พวกเราก็ตื่นเต้น เดินไป ขำไป หยุดถ่ายรูปเป็นระยะ โอ้ยสนุก... ผ่านไปไม่ถึง ๑๕ นาที ทันใดนั้นกิ๊บบี้ก็แลเห็นแล้วว สัตว์โลกแสนรัก ทากน้อยนั่นเอง กะลังชูคอ ชะเง้อรอเหงื่อกันเป็นสิบ เป็นร้อย ยึบยับไปมหดนับไม่ถ้วน แว๊ก... จากเดินเป็นคนท้ายๆกิ๊บบี้เด้งวิ่งนำหน้าไปอยู่ลำดับ ๒ ตามติดพี่เจ้าหน้าที่โดยอัตโนมัติ ยิ่งเดินช้า ทากน้อยก็จะยิ่งรู้ตัว ไม่สนใจแล้วโว้ย...ตอนนั้นรู้แต่ว่าจะต้องรีบเดินให้ถึงที่หมาย เราเดินปนวิ่งกันอย่างอุดตลุด เสียงหม้อ ไห กะลังมัง เต๊นท์ที่แบกมาตีกระทบกันเป็นเสียงอย่างสนุกสนาน แต่เวลานั้นกลัวฮ่ะ กลัวมาก จะว่าขำก็ขำ กลัวก็กลัว กลัวขึ้นสมองขนาดว่า ถ้าที่เดินมายังไม่ถึงครึ่งทาง กิ๊บบี้จะขอออกค่ะ ไม่ไปแล้ว จริงๆนะ ทากphobia พบแล้วสัตว์ที่เกลียดที่สุดในโลก จะให้เดินขึ้นเขา ลงห้วย ไกล ร้อน เหนื่อย เท่าไหร่ไม่ว่ากัน แต่ทากเนี่ยขอเลย อย่ามาชวน
 
พอถึงครึ่งทาง พี่เจ้าหน้าที่คงเห็นว่าเหนื่อยกับการวิ่งหนีทาก และเจอลำธารพอดี เลยหยุดพักให้ ทุกคนถอดรองเท้า ถกกางเกงเพื่อเปิดดูบาดแผลจากสมรภูมิรบกะทากเมื่อครู่ เพื่อใส่ยา และหยอดตะไคร้หอมสมุนไพรสุดวิเศษที่ไม่เคยภิรมณ์มาก่อน แต่ขณะที่ทุกคนประกอบกิจกรรมดังกล่าว สุภรศรีค่ะแอบอยู่ในมุม พยามทำตัวให้เงียบที่สุด แต่ไม่วาย คุนปอเพื่อนรักตะโกนเรียกให้มาใส่ยา "อย่ามายุ่งกะช้านนนนน ปล่อยชั้นไปเถอะ..." ตะโกนกลับไป อิชั้นยินยอมที่จะบริจาคเลือดให้กะทากโดยสันติ (เพราะมันจะหลุดไปเอง เมื่อมันอิ่ม) ดีกว่ามาถอดถุงเท้า ถกกางเกงดูตอนมันกินเลือดเราอยู่บนตัว คิดดูเด่ะ จากเส้นด้ายสีดำๆเล็กๆ กินเลือดเราจนกลายเป็นเส้นอุด้งสีดำอ้วนโตเกาะอยู่บนตัวเราอ๊ะ แหว่ะ นึกแล้วยังสยิวกิ๊ว...ไม่เอาด้วยหรอก แต่แก (คุนปอ) ก็คะยั้นคะยอตื้อไม่เลิก จนมันบอกว่าให้เรานั่งเฉยๆมันจะทำให้เอง เอาหว่ะ นั่งแบบตัวกะหัวหันกันคนละทางแบบ45องศา เพราะไม่กล้าหันมาดูจริงๆ วินาทีนั้นแบบไม่เห็น แต่รูสึกว่าแกค่อยถอดรองเท้าผ้าใบเน่าๆของชั้น (ซื้อมาสามปีไม่เคยซักอ่ะ คิดดู) ถามด้วยถุงเท้าเปียกที่ผสมผสานกลิ่นของเหงื่อและน้ำแฉะได้กลิ่นอันน่าภิรมร์เหลือ แต่แกก็ถอดให้ ซึ้งใจมั่กมาก... อยากร้องไห้ ถอดเสร็จแกก็บอกด้วยความดีใจว่า ไม่โดนกัดสักตัวเลยแก ... ฮูเล่!! อาจจะเป็นผลจากการรักเพื่อนมาก ที่วิ่งหนีเพื่อนๆมาอยู่เป็นอันดับ ๒ 555+ โล่งไปเปราะใหญ่ แต่ก็เหลือหนทางอีกครึ่งที่ต้องผ่าน เอาหว่ะ เด๋วก็จะถึงแล้ว
 
 พอไปถึงสรุปก็โดนไปสองตัว แต่เห็นแค่รอย โอเคไม่เห็นตอนกัดแล้วป่ะ แต่พัฒน์สิ เดินหลังสุดเป็นผู้คุ้มภัยโดนไปเกือบ ๒o โถว... แล้วเราหุงข้าว ทำกับข้าวอย่างง่ายกินกันเอง กินไปเล่าเหตุการณ์ไป ขำหว่ะ มีขุดหลุมอึด้วยนะ 555+ อึพร้อมกันหันหลังชนกันเพื่อปกกันภัย นึกแล้วฮาหว่ะ
 
 เรื่องต่อมา เกิดตอนทริปก่อนคุนปอไปเรียน ขอบคุณโก้ที่ขับรถอย่างซิ่งทันเฟอร์รี่รอบสุดท้าย ก้เลยทำให้ทริปนั้นมีคุนปอกับโก้ เพิ่มเข้ามา จากแค่น้องนุ้ยกะน้องกิ๊บ เราอยู่กันที่ Lonely Beach นอนเปล กินหนมดีจริงๆ แต่เหตุจากน้องนุ้ยเจ้าแม่กิจกรรม อยากดำน้ำ ไปก็ไปตามใจ แล้วเราก็ไปขึ้นเรือที่บางเบ้า วันนั้นเราจะดำกัน 3-4 เกาะ ระหว่างทางนั่งเรือฝนตกตลอดทาง เพราะมันเป็นช่วงประมาณเนี่ย ช่วงมีฝนเปลี่ยนฤดู พอถึงเกาะ ฝนก็หยุดพอดี แต่น้ำยังขุ่นอยู่ แต่พอดีแดดทำให้เห็นด้านล่างได้ชัดขึ้นบ้างก็โอเค เตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์ลงน้ำ เรามี Snorkle เป็นอุปกรณ์ประจำชีพ
 
พอลงน้ำ เราก็เลือกเอาว่าจะไปกะเจ้าหน้าที่ของเรือ หรือว่าจะไปเอง เราเลือกไปกันเองดีกว่า เพราะไปกะคนอื่นต้องจับเชือกกันไปเป็นโขยง นอกจากจะมากเรื่องแล้ว ดีไม่ดีโดนพระบาทาคนว่ายข้างหน้าประทับหน้าให้อีก เราก็ไปกันสี่คน ในขณะที่ดำไปอย่างเพลิดเพลิน น้องกิ๊บบี้ตัวปัญหาเกิดไม่ลงรอยกะเจ้า Snorkle น้ำเข้าตลอด ต้องหยุดถอดและใส่ ถอดและใส่ เป็นพักๆ ถ้าเคยดำจะรู้ว่ามันลำบากมาก นอกจากจะต้องพยุงตัว ถอดแว่นออก คลื่นมาน้ำเข้าปาก เข้าตา ต้องมาปรับสาย ล้างแว่นใหม่ ระหว่างนั้นโปรดนึกภาพ น้ำทะเลยังเข้าหน้า เข้าปากอยู่เป็นระยะ พอใส่ได้แล้ว น้ำยังเข้าแว่นอีกก็ต้องทำกิจกรรมดังกล่าวใหม่ จนทำให้คนอื่นต้องรอ ก็เค้าใส่แน่นแล้วน๊า...แต่น้ำมันเข้านิ เริ่มไม่สนุกแหล่ะ งอแง วินาทีนั้นเอง แทนแท๊น...ด้วยความรัก หรือความรำคาญหรือกระไรก็ตามแต่  เพื่อนปอถอดแว่นของมันออกทันที ถอดออกแบบไม่ต้องคิดว่าถ้าเปลี่ยนไปแล้ว มันจะใส่ได้หรือไม่ได้ น้ำจะเข้าหรือไม่เข้า แต่แบบอยากจะเปลี่ยนให้ถ้ามันจะทำให้ชั้นดีขึ้น เป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไข มีแค่เพียงเหตุผลเดียว นั่นก็เพราะว่าเราคือเพื่อนกัน... และแล้วก็ยื่นมาให้กิ๊บบี้ (ตามกฎกลุ่ม ห้ามหงิแหงะในสถานการณ์คับขัน) ไม่อยาก แต่ก็จำยอม เลยต้องรับมา แล้วก็ยื่นของเราเปลี่ยนกันไป ทีนี้แหล่ะก็เรียบร้อย น้ำไม่เข้าอีกต่อไป ขอบคุณนะค่ะ แง๊...
 
บทสนทนาแสดงความรักประจำวัน
 
Giffy : say
แก
por : say
ไร
Giffy : say
คิดถึงแกหว่ะ
por : say
เออ ชั้นก็คิดถึง
Giffy : say
จิงเหออออ (อีโม หน้าบาน)
por : say
ป่าว กรูคิดถึงโก้
Giffy : say
 
จริงๆมันมีเรื่องอีกเยอะแยะ ระหว่างทางที่เรารู้จักกัน ไม่ใช่แค่แก แต่เป็นเพื่อนทุกคนๆที่เข้ามาในชีวิต แต่ถ้าชั้นไม่ได้พูดถึงใคร ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึก เพียงแต่ไม่ได้บอกเล่าลงในนี้ก็อย่าน้อยใจไป รักแกทุกๆคนนะจ๊ะ
 
 
 
 
April 15

โลกหมุนด้วยความรัก

Credit :
Artist : Crescendo
Label : Bakery Music
Words: Nakhon Srisawan
Music : Theerapong Philuek
Melody : Peerapat , Adun, Theerapong
Arranged : Crescendo
 
ถึงซับซ้อนแต่...สวยงาม ทั้งขื่นขมและอมหวาน
แม้สับสนอยู่เหมือนกัน แต่ฉันยังพอใจ

ร้อนก็ร้อนอยู่เดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็ซึ้งก็สดใส
ทุกโชคร้ายก็หายไป รักให้ครบทุกอย่าง
 
จะมาร้ายดียังไง แต่ใจก็ยังต้องการ
ในทุกๆวัน โลกหมุนด้วยความรัก
 
มีอีกหลายต่อหลายคน เขาอดทนก็เพื่อรัก
รักผลักดันให้รู้จัก ให้หาหนทางใหม่

ฉันจะล้มตั้งหลายที ดีที่รักมาฉุดไว้
รักสร้างสรรค์สิ่งมากมาย และหลอมละลายทุกหัวใจ

จะมาร้ายดียังไง แต่ใจก็ยังต้องการ
ในทุกๆวัน โลกหมุนด้วยความรัก
 
ความรักเปรียบเสมือน เหมือนอากาศ
ที่มันช่วยหล่อเลี้ยง ให้ทุกชีวิตได้คงอยู่
มีลมหายใจ โลกจึงยังงดงาม

หากว่ายังมีรัก ชีวิตยังมีหวังรออยู่
ยังอุ่นหัวใจ โลกหมุนด้วยความรัก
 
 
. . . ยิ้ม . . .
 
มีคนเคยบอกว่า
คนเราไม่จำเป็นต้องมีความรัก มันไม่ได้เป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้
เพียงแต่<